พิธีกรสาว เปิดสูตรลดน้ำหนัก “กฎมื้อเย็น” กินยังไงให้ผอมลง 50 กก. ผู้ชมตะลึงร่างใหม่!

เรื่องราวการลดน้ำหนักของ เสี่ยวเจิ้น พิธีกรสาวชาวไต้หวัน กลายเป็นที่สนใจของผู้คน หลังจากเธอสามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างของตัวเองได้อย่างมาก โดยลดน้ำหนักจาก 105 กิโลกรัม เหลือเพียง 55 กิโลกรัม หรือหายไปถึง 50 กิโลกรัม พร้อมลดสัดส่วนไขมันในร่างกายจาก 41% เหลือ 19.7% ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้หลายคนอยากรู้ว่าเธอใช้วิธีใดในการควบคุมน้ำหนัก และมีเคล็ดลับอะไรที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้บ้าง

ในช่วงปลายปี 2017 เธอสามารถลดน้ำหนักจาก 105 กิโลกรัม เหลือ 55 กิโลกรัม ความสำเร็จนี้ทำให้เธอกลายเป็นตัวอย่างของคนที่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้อย่างชัดเจน โดยเสี่ยวเจิ้นเปิดเผยว่า เธอเชื่อว่าความสำเร็จส่วนใหญ่มาจากการควบคุมอาหารประมาณ 90% ส่วนการออกกำลังกายมีสัดส่วนประมาณ 10%

เสี่ยวเจิ้นจึงเริ่มใช้กฎการรับประทานอาหารเย็นให้เร็วขึ้น โดยพยายามไม่ปล่อยให้มื้อสุดท้ายของวันอยู่ใกล้กับเวลานอนมากเกินไป พร้อมปรับชนิดอาหารที่รับประทานให้เหมาะสม เน้นผัก ผลไม้ และแหล่งโปรตีนที่มีไขมันต่ำ รวมถึงจำกัดปริมาณแป้งในมื้อเย็นให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย

นอกจากนี้ เธอยังให้ความสำคัญกับการหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเครื่องดื่มประเภทนี้ให้พลังงานและอาจทำให้รับประทานอาหารมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว การลดหรือหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จึงเป็นอีกหนึ่งพฤติกรรมที่ช่วยให้ควบคุมพลังงานในแต่ละวันได้ง่ายขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้จะอยู่ในช่วงลดน้ำหนัก เสี่ยวเจิ้นก็ไม่ได้ตัดขาดจากการเข้าสังคม เธอยังคงนัดพบเพื่อนและรับประทานอาหารร่วมกับคนรอบข้าง เพราะมองว่าการควบคุมน้ำหนักไม่ควรทำให้ชีวิตเต็มไปด้วยข้อจำกัดจนไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้

อย่างไรก็ตาม การเลือกอาหารทอดไม่ได้หมายความว่าจะมีแคลอรีต่ำกว่าอาหารตุ๋นเสมอไป เพราะอาหารทอดอาจดูดซับน้ำมันระหว่างการปรุง ส่วนอาหารตุ๋นก็มีทั้งสูตรที่มีไขมันและน้ำตาลสูง รวมถึงสูตรที่ให้พลังงานไม่มากนัก การพิจารณาปริมาณน้ำมัน น้ำตาล และส่วนประกอบทั้งหมดจึงสำคัญกว่าการตัดสินจากวิธีปรุงเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม วิธีที่เหมาะสมสำหรับแต่ละคนอาจแตกต่างกัน โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะ PCOS หรือปัญหาเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนปรับแผนอาหารและการออกกำลังกายอย่างจริงจัง ไม่ควรนำสูตรของบุคคลหนึ่งไปใช้โดยไม่พิจารณาสุขภาพของตัวเอง
การลดน้ำหนักจาก 105 กิโลกรัม เหลือ 55 กิโลกรัมของเสี่ยวเจิ้นจึงเป็นเรื่องราวของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการกลับมาใส่ใจสุขภาพ ไม่ใช่เพียงการทำให้รูปร่างเล็กลงเท่านั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเลือกวิธีที่ปลอดภัย ทำได้จริง และรักษาไว้ได้ในระยะยาว